Happy 8 งานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักบริหารงานบุคคลคือการบริหารชีวิตของผู้คนในองค์กร การทำงานกับ “ชีวิต” ซึ่งมีความละเอียดอ่อนซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจะต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถเข้าถึงความเป็นปัจเจกบุคคลในองค์กรอย่างลึกซึ้ง สิ่งที่เป็นความท้าทายของนักบริหารงานบุคคลทุกคนคือการประสานความสุขของทุกชีวิตในองค์กรให้ทำงานร่วมกันอย่างมีคุณภาพและนำมาซึ่งความสำเร็จให้กับองค์กร เมื่อกล่าวถึงสุขภาพที่ดี คนเราจะนึกถึงความสมดุลของร่างกาย จิตใจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสามปัจจัยมีความสัมพันธ์และส่งผลกระทบต่อกันอย่างชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้วสุขภาพกายที่ดีจะรวมถึงการมีร่างกายที่แข็งแรงสมรรถภาพดี อวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ได้อย่างปกติ กระบวนการย่อยอาหารกระบวนการดูดซึม และกระบวนการขับถ่ายดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ซึ่งสุขภาพของบุคคลจะดีหรือไม่นั้นขึ้นกับปัจจัยต่างๆ มากมาย นับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิในครรภ์มารดา กระบวนการคลอด วิธีการเลี้ยงดู อาการป่วยไข้ การใช้ยาต่างๆ คุณภาพของอาหารที่รับประทาน หลักสูตรทางการศึกษาที่ได้รับ รวมถึงประสบการณ์ในวัยเด็กที่หล่อหลอมจนกระทั่งเติบใหญ่สิ่งสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพโดยตรง และผู้คนส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญไปก็คือ รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน เราต่างหลงลืมที่จะฟังเสียงสัญญาณจากภายในร่างกายตนเอง มีแนวโน้มที่จะบริโภคอาหารมากหรือน้อยจนเกินไป ปล่อยให้หิวหรือกินอิ่มเกินไป นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอหรือนอนพักผ่อนมากจนเกินพอดี หักโหมกับการทำงานมากเกินไปออกกำลังกายจนเกินกำลัง การอั้นอุจจาระ ปัสสาวะหรือหมกมุ่นในกามารมณ์จนเกินพอดี สิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งผลร้ายต่อสุขภาพทั้งสิ้น โรคของยุคสมัยใหม่ที่เกิดในสังคมที่มีการแข่งขันสูง ทำให้บางคนต้องทุ่มเทกับการทำงานมากเกินไป จนไม่สามารถหยุดทำงานได้ดั่งที่เราเรียกว่า “โรคบ้างาน” หรือ “เวิร์กกอฮอลิก” ช่วงเวลาที่ควรจะพักผ่อนก็ยังทำงาน ทำให้นอนน้อย ตึงเครียดเกินระดับปกติที่มนุษย์ทนได้อาการบ้างานจะกลายเป็นความวิตกกังวล ควบคุมตัวเองไม่ได้ อารมณ์เสียหงุดหงิด สัมพันธภาพกับครอบครัว เพื่อนฝูง และคนใกล้ชิดไม่ดี ส่งผลเสียต่อร่างกาย และเป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ กระเพาะอาหารความดันโลหิตสูง ที่ร้ายแรงที่สุดคือ เสียชีวิตเพราะบ้างาน จากกรณีศึกษาของแพทย์พบว่า ประชากรวัยทำงาน 1 ใน 5 มีอาการปวดหลังและส่วนอื่นๆ ของร่างกายอย่างเรื้อรัง โดยสาเหตุการปวดนั้นมาจากการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไปและนั่งผิดท่า ซึ่งเรียกว่า “โรคออฟฟิศซินโดรม”โรคนี้มักเกิดกับคนในสังคมเมืองที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ มีความเครียดสูง ก่อให้เกิดปัญหาทั้งทางกายและจิตใจ ความเจ็บปวดถือเป็นสัญญาณเตือนภัยว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นต้อง แก้ไขด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่ใส่รองเท้าส้นสูง ไม่นั่งหลังโค้งงอ ไม่นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ หมั่นออกกำลังกาย ฯลฯถ้าหยุดใช้งานเทคโนโลยีเสียบ้างแล้วหาเวลาผ่อนคลายความเครียดและความกดดันก็จะดีขึ้น นอกจากนั้นแล้วโรคที่เกิดจากงานยังมีอีกหลายตัว เช่น คิวมิเลทีฟทรอมา ดิสออร์เดอร์ส (Cummulative Trauma Disorders) คือ อาการปวดคอ ไหล่ ข้อมือ หลัง หรืออาจจะหนักถึงขึ้นชาที่มือ โรคนี้เกิดจากการทำงานซ้ำซาก พบในผู้ที่ทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แถมสารเคมีจากจอคอมพิวเตอร์ยังทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ตามมาได้ด้วย ส่วนโรคคอมพิวเตอร์วิชัน ซินโดรม (Computer Vision Syndrome) นั้นเป็นโรคตาที่เกิดกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งต้องอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายชั่วโมง ซึ่งขณะที่อินเทอร์เน็ตก็ก่อให้เกิดโรคประหลาดที่เรียกว่า ทนรอไม่ได้ (HurrySickness) มีอาการขี้เบื่อ หงุดหงิดง่าย เครียดง่าย กระวนกระวาย ถ้าหากจัดการสิ่งใดไม่ได้ดั่งใจ จัดสรรเวลาให้ลงตัวไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ลำบาก ถ้าหยุดใช้งานเทคโนโลยีเสียบ้าง แล้วหาเวลาผ่อนคลายความเครียดและความกดดันก็จะดีขึ้น แต่ถ้าเป็นหนักเข้าอาจจะเข้าข่ายเป็นโรคประสาทได้ โรคเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคใดๆ จึงไม่มีวัคซีนป้องกัน อาจไม่ติดต่อ ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่เกิดแล้วหายยากการทำงานในลักษณะ Multitasking กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน ที่เราเรียก Attention Deficit Trait หรือ ADT โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้นทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กันจะต้องตื่นตัวตลอดเวลา ผู้ที่เป็นโรค ADTมักจะมีอาการสมาธิสั้น ไม่สามารถจดจ่ออยู่กับงานใดงานหนึ่งได้นานๆ ก็จะถูกดึงดูดด้วยงานอย่างอื่น มีความวุ่นวายอยู่ข้างใน (แต่มักจะไม่แสดงออกมาให้ผู้อื่นเห็น) ไม่ค่อยอดทน มีปัญหาในการจัดระบบต่างๆ (Unorganized)การจัดลำดับความสำคัญและการบริหารเวลา บุคคลเหล่านี้จะไม่บ่นไม่โวยวาย ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น โรค ADT นี้มักจะเริ่มก่อเกิดขึ้น เมื่อท่านก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงขึ้นเรื่อยๆ การที่มีความรู้สึกว่ามีงานด่วน หรือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องทำเข้ามาเรื่อยๆและท่านพยายามที่จะจัดการกับงานด่วนเหล่านั้นให้สำเร็จจะเป็นบ่อเกิดที่สำคัญ ของโรค ADT ซึ่งโรคนี้ทำให้สมองสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์และทำงานอย่างละเอียดลึกซึ้ง ส่งผลให้งานที่ออกมาเป็นงานที่เร็วแต่ไม่ลึก ทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดน้อยลง การที่สมองเราต้องรับวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลต่างๆ เพิ่มมากขึ้นความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ก็ลดลง อีกทั้งความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้มากขึ้นการหลับในและการหลับ ในขณะทำงานคือ การหลับในระยะเวลาสั้นๆเช่น หนึ่งสองวินาทีหรือ 10 วินาที เรียกว่า Microsleep เป็นปรากฏการณ์ที่อยู่ระหว่างการหลับและตื่น สิ่งที่น่ากลัวคือจะไม่สามารถสังเกตเห็นเลยว่าคนนั้นกำลังมี Microsleep จะดูเหมือนคนตื่นปกติ แต่สมองไม่สั่งงาน ก่อให้เกิดปัญหาประสิทธิภาพในการทำงานลดลง ความผิดปกติของร่างกายเมื่อนอนน้อยมีอยู่หลายประการ โดยหลักๆ คือการตอบสนองของร่างกายช้าลง สมาธิสั้น การตอบสนองต่อข้อมูลหลายๆ แหล่งจะเสียไป ไม่สามารถมีไอเดียในการแก้ปัญหาใหม่ เกิดปัญหาความจำ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แย่ลงขาดการตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้า จากการวิจัยหลายแห่งชี้ว่า การขาดการนอนเป็นเวลาหลายวันทำให้การทำงานแย่ลง แม้ตนเองจะไม่รู้สึกก็ตามการนอนแม้จะแค่งีบประมาณ 10 นาที ก็จะทำให้คนที่ง่วงนอนสดชื่นขึ้นได้กาแฟถ้าได้ดื่มตอนเช้าตรู่ พบว่าไม่ได้ช่วยทำให้ตื่นได้ดีขึ้น เพียงแต่ช่วยไม่ให้เกิดอาการของการขาดกาแฟ อันได้แก่ ความง่วง มึนหัว สับสน ช่วงที่การดื่มกาแฟแก้ง่วงได้ดีที่สุด คือภายหลังจากตื่นแล้ว 8 ชม.ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเราทุกคนเช่นกันเช่น ก่อให้เกิดอาการกินไม่ได้นอนไม่หลับ สมรรถภาพทางกายและทางเพศลดลง จิตใจไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพิษร้อนออกทางผิวหนังลักษณะเป็นผื่นออกทางดวงตา คอ หู จมูก ปาก ข้อพับ มีอาการร้อนและคัน หายใจเข้าออกไม่ได้ลึก คือภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจและทางเดินผิวหนัง การขับถ่ายอุจจาระไม่ปกติ ผมหงอกก่อนวัย เหงื่อออกมากหรือไม่มีเหงื่อออกเลย ปัสสาวะผิดปกติ ฯลฯ ภาวะโลกร้อนด้านหนึ่ง ทำให้เชื้อโรคต่างๆ มีการปรับตัว เกิดการดื้อต่อยาและเกิดโรคติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ อีกด้านหนึ่ง ทำให้อุณหภูมิของร่างกายร้อนขึ้น รวมถึงสมองซึ่งเป็นศูนย์รวมของระบบการปรับสมดุลร่างกายการคั่งค้างของอนุมูลอิสระ ทำให้ระบบการปรับสมดุลเสื่อมเร็วกว่าวัยง่ายต่อการเกิดโรคต่างๆ มากมายความผิดปกติของจิตใจนั้นเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เพราะเป็นสาเหตุหลักของการป่วยทางกาย ด้วยพบว่ากว่า 60% ของผู้ป่วยที่มาพบแพทย์นั้นหากแก้เรื่องของจิตใจได้ อาการของโรคอื่นๆ จะหายไปได้ทีเดียว แต่โรคทางจิตใจนี้ต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยเพราะต้องหารายละเอียดมาก และที่สำคัญคือคนที่มีความผิดปกติทางจิตใจนั้นมักไม่รู้ตัว อาการที่ท่านอาจสังเกตได้ด้วยตนเอง เมื่อพบว่าพนักงานมีความคิดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน อาจกลายเป็นคนพูดน้อย แยกตัว เฉยเมยต่อสภาพแวดล้อมและปัญหาที่เกิดขึ้นในองค์กร รวมถึงไม่สามารถทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างมีความสุข ดังนั้น การทำให้มีส่วนสุขภาพใจที่ดีจะหมายถึงภาวะสมดุลของความคิด ความรู้สึก และการกระทำที่บุคคลสะท้อนผ่านแนวคิด อุดมคติและปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการทำงานอย่างเป็นธรรมชาติ ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันมุ่งเน้นที่จะพัฒนาความสามารถเฉพาะทาง เพื่อสร้างความทัดเทียมและเท่าทันความก้าวหน้าของโลกภายนอก แต่ในความเป็นจริงนั้นสิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลชีวิตที่สลับซับซ้อน ละเอียดอ่อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาก็คือ การสร้างสมดุลภายในจิตใจนั่นเองปัจจุบันมีโรคที่สำคัญอีกตัวหนึ่งคือ กลุ่มอาการหายใจเกิน (Hyperventilation Syndrome) บางทีก็เรียกว่า โรคหอบจากอารมณ์ โดยจะมีอาการหลายอย่างๆ ปรากฏพร้อมกัน เมื่อมีอาการหายใจหอบลึกและเร็วอยู่พักใหญ่จะทำให้เกิดอาการมือและเท้าทั้งสี่จีบเกร็งคล้ายเป็นตะคริวขึ้นพร้อมกัน พนักงานบางคนเมื่อมีเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจจะเกิดอาการหายใจหอบลึกและเร็วอัตโนมัติ ซึ่งเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัวในจิตใต้สำนึกจัดเป็นโรคประสาทชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุด้านอารมณ์และจิตใจโดยไม่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด คนที่เป็นมักจะบอกคนอื่นว่าเขาเป็น “โรคหอบหืด” “โรคช็อค” หรือแม้แต่ “โรคลมชัก” พบว่าในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุระหว่าง 15-30 ปี เมื่อมีภาวะเครียดทางอารมณ์ การทำงานทางร่างกายที่เหนื่อยมาก การอดนอนจะไปกระตุ้นให้เกิดอาการหายใจหอบลึกและมือเท้าจีบเกร็งเกิดขึ้นทันที อาการจะดูรุนแรงน่าตกใจ ผู้ที่อยู่รอบข้างหรือผู้ที่ไม่รู้ก็จะพาลตกใจคิดว่าเป็นโรคหัวใจหรือลมชัก แต่ที่จริงแล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่ต้องการบำบัดทางสุขภาพจิต ซึ่งมักจะหายขาดได้เมื่อคนไข้สามารถพัฒนาจิตใจจนสามารถเผชิญกับความเครียดได้กลุ่มอาการหายใจเกิน นอกจากจะมีสาเหตุจากอารมณ์ก็ยังเกิดจากอาการปวด เช่น ปวดศรีษะ ปวดประจำเดือน ได้อีกทางหนึ่ง แต่ถ้าพนักงานของท่านเกิดอาการหายใจหอบลึก โดยไม่มีอาการเท้าจีบเกร็งร่วมด้วยควรคิดถึงสาเหตุอื่นได้อีกคือ ภาวะเลือดเป็นกรด ภาวะหัวใจวาย ภาวะโรคหืดหอบซึ่งจำเป็นต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีสิ่งสำคัญลำดับสุดท้ายคือ สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับคุณภาพชีวิตของบุคคลในองค์กร ทุกท่านอาจคาดไม่ถึงว่าสภาพแวดล้อมในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมองค์กรภาวะผู้นำ ความไม่สมดุลระหว่างความคาดหวังที่สูงจากฝ่ายบริหารและความต้องการการยอมรับของพนักงาน วิธีการสื่อสารของบุคลากรภายในองค์กร กฎระเบียบ ข้อบังคับ ความสัมพันธ์ของเพื่อนร่วมงานในองค์กรนั้นเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยทางกายภาพและการขาดสมดุลทางจิตใจของพนักงาน นอกเหนือไปจากมลภาวะทางแสง เสียง ควันพิษ และสารเคมีที่พนักงานจะได้รับจากผลกระทบโดยตรงจากการปฏิบัติงานการสร้างสมดุลให้กับสภาพแวดล้อมทางสังคมในองค์กรเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาตลอดชั่วชีวิตและไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น บรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเข้าใจ การยอมรับการให้อภัยและการสนับสนุนให้บุคลากรได้ค้นพบความเป็นปัจเจกในตนเองอย่างแท้จริงนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องเฝ้ารอด้วยความสงบและมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การบริหารงานบุคคลนับเป็นศาสตร์และศิลป์ชั้นเลิศที่จะช่วยสร้างสมดุลและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในองค์กรให้เข้าถึงความหมายและคุณค่าในการทำงานอย่างมีความสุข ขอขอบคุณที่มา : หนังสือ Happy 8, อาจารย์ชินริณี วีระวุฒิวงศ์